กราบสวัสดีพ่อแม่พี่น้องและแฟนคลับทุกท่าน เย่ๆ ถึงเวลาเปิดโหลดองบลอคแล้วสินะ เอ่อ เขียนไรต่อดีอ่ะ แหม พอมาเขียนหยั่งงี้รู้สึกเหมือนเขียนเรียงความยังไงไม่รู้ เฮ้ย อายอ่ะ ... พูดจริงๆนะ ใครจะมาอ่านบ้างก็ไม่รู้ พวกคนนอกเงี้ยะ เอาเป็นว่านี่คือการเริ่มต้นของเอนทรี่นี้ก็แล้วกัน อิอิ
April 6 ฮี้ววววว!!! จะได้ไปทะเลแย้วววว พรุ่งนี้จะได้โดดเรียนแล้ว โดดกันทั้งบ้านนนน แดดดี๋กะหม่ามี้บอกว่าทิ้งงานให้เด็กทำ โดยเฉพาะแดดดี๋ "เด็กห้องแดดดี๋ต้องทำข้อสอบกันทุกคนอ่ะจ้ะ" ให้เหตุผลมาว่าคิดไม่ออกว่าจะให้เด็กมันทำอะไรกันดี (ซะงั้นอ่ะ)
เดินทางเดินทาง .... นั่งรถซะก้น... โอ้วววว นั่งกันมาได้แปดชั่วโมง ตอนแรกก็กินๆ ขอมี้กินคุกกี้มั่ง น้ำมั่ง ชอคโกแลตมั่ง ทุกอย่างที่มันเป็นจังค์อ่ะ กินๆๆมันเข้าไป แล้วสุดท้ายก็อืดอยู่ในรถ แต่ก็ดันสั่งเบอร์เกอร์กินได้อีกตอนสามทุ่ม
แล้วเราก็มาถึงโรงแรมที่ Pensylvania มันเป็นโรงแรมชั้นเดียวอ่ะ (แต่ไม่ใช่แบบพวกม่านรูดนะ ฮ๊าาา) พวกเรากลิ้งกันออกมาจากรถ มีพ่อที่ยังสภาพดีอยู่เพราะมัวแต่ขับรถจนไม่ได้กินอะไร(แต่ก็ยังสมบูรณ์เหมือนเดิม) พอหาห้องเจอก็ต้องรอพ่อเพราะไม่มีกุญแจ ห้องตรงข้าม ... เวงเอ๊ย, คุยกันเสียงดังอิ๊บๆ แถมประตูก็ไม่ปิดอีก สูบบุหรี่กันจนห้องเป็นสีเทา ฮือๆ ทำไมชีวิตชั้นมันซวยหยั่งงี้ พอตอนจะหลับได้ประมาณห้าทุ่ม ... พวกมันก็ยังคุยกันไม่เลิก เห็นเครื่องขายกระทิงแดงอยู่แถวนั้น สงสัยมันโดปกันมาทั้งฝูง เราทนไม่ไหว เอาเสื้อกันหนาวมาแล้วผูกแขนเสื้อปิดหู แต่มันก็ยังได้ยินอยู่ดี สุดท้าย ก็เหนื่อยมากจนหลับไปเอง
April 7 เราไปทัวร์แคมปัสกัน แหกขี้ตาตื่นกันตอนเจ็ดโมง นั่งรอข้าวเช้าจนแปดโมงสิบห้า หิวไส้ติ่งกิ่ว บ๋อยเดินมาบอกเป็นสิบรอบ "ยูๆ อีกสิบห้านาทีก็เสร็จแล้ว" บวกๆกันเข้าไปจนเป็นชั่วโมงนึง พอกินเสร็จก็ไปมหาลัย Dickinson College พระเจ้าาาา... หยั่งกะปราสาท ไฮโซมากๆๆๆๆๆ คือแผนกประชาสัมพันธ์สวยยิ่งกว่าโรงแรมอีกอ่ะ แล้วซีเนียร์ก็พาเราไปทัวร์มหาลัยกัน หนุกดีๆ คือเค้าพยายามจะเดินถอยหลังเพื่อจะได้พูดไปเดินไปอ่ะ เดินไปเดินมา ... เกือบตกร่อง ... อีกทีนึง ... ชนถังขยะเข้าซะงั้น น่าสงสารอยู่ พวกเราก็เลยเป็นตาหลังให้ บอกทางให้กันใหญ่ เอ้อ ... มหาลัยเท่มาก คือเค้าซื้อกล้องดูดาวมาจากโซเวียตเพื่อให้นักเรียนดูดาวตอนจัดปาร์ตี้อ่ะ แถมยังมีวงกลมขนาดควายอยู่บนพื้นพร้อมสูตรเสร็จสรรพ เค้าบอกว่าเผื่อเด็กนึกสูตรตอนสอบไม่ออกจะได้เดินมาดูได้ .... ทำไมดีกะเด็กหยั่งงี้ ไม่เห็นเหมือนอาจารย์โรงเรียนเราเลย ฮือๆ
พอดีว่าฝนมันตกอ่ะนะเราก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้ กลัวกล้องพัง พอเสร็จเราก็นั่งรถต่อมาอีกแปดชั่วโมงจนมาถึง South Carolina แล้วก็ล่องไปจนถึงโรงแรม Sandy Beach ที่ Myrtle Beach จนได้ตอนสี่ทุ่มครึ่ง สลบกันทั้งบ้าน




April 8 โอ้วววว โดนกรรมซ้ำสอง เป็นหวัดอีกซะงั้น เลยนอนจนสาย น้องชายเราก็ดีซะจริงๆ คือห้องนอนมันอยู่ติดประตูออก hallway โรงแรมอ่ะ มันกับเพื่อนมันก็วิ่งเข้าวิ่งออก เราก็ต้องไปเปิดประตูให้มันทุกที เปิดเสร็จก็กลับมานอน คือแบบ หงุดหงิดมากๆ คนมันจะนอนอ้ะ มีอยู่รอบนึง เรานี่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องเป็นมัน เลยไม่ได้ใส่แว่น เปิดประตูด้วยหน้ายุ่งๆป่วยๆ เปิดมา เฮ้ย .. โดนเด็กหัวเราะใส่เว้ย ... เค้าก็ถามกัน "แน่ใจป่าวว่าห้องนี้อ่ะ" เรื่องสายตาก็อย่าพูดถึง เกือบเจ็ดร้อยแล้วมั้ง ต้องดำรงชีวิตด้วยแว่น นึกในใจ ชีวิตจะซวยไปถึงไหนฟะ ... เลยปิดประตูโครม ... แล้วกลับไปนอน
พอตอนเกือบเที่ยง เลยลงไปหาด โอ้ ... ร้อนได้ที่ ... เจอครอบครัวที่เป็นเพื่อนกับครอบครัวเรา เค้าบอกว่า ... ขอโทษที่ลูกเรามาปลุกยูนะ ... เราก็แบบ ... โอ้เชดดด ... เด็กพวกนั้นมันลูกเพื่อนพ่อแม่ชั้นเองหรอ แต่เอาเทอะ ... เด็กมันความจำสั้น มันคงจำคนหัวดำคนเดียวในโรงแรมไม่ได้หรอกมั้ง


ใครบอกผ้าขาวม้าเสี่ยว เหอะๆ ไม่จริงอะ มันโกอินเตอร์แร้วนะยะ ฝรั่งยังใช้เลย

รองเท้าทราย ... เอ้อ นึกถึงทราย(ปทุมวัน)ขึ้นมาได้ เราถ่ายรูปนกพิราบมาด้วยนะ แต่ไม่ได้ลงอ่ะ ถ้าส่งได้จะส่งไปให้
ก็นั่งๆนอนๆอยู่บนหาด พอหกโมงก็ไปกินกันที่ร้านพิซซ่า อร่อยมั่กๆ ไปกินพิซซ่าชอคโกแลตชิปด้วย อ๊าาาาา ... น้ำลายย้อยแย้ว
April 9 ตื่นมาอีกวันนึง ชีวิตเริ่มสดใสขึ้นเพราะไปชอปปิ้งกัน เราไปกันที่ Broadway at the Beach เป็นแบบ outdoor อ่ะ อากาศดีมากๆ ไม่ได้เจอแดดมาตั้งนาน เลยขอเดินตากให้ดำไปเลย ซื้อเสื้อกับรองเท้ามา เย่ๆ

แล้วชีวิตก็จบลงที่หาดจนถึงเย็น เราไปกินกันที่ร้านเบอร์เกอร์แบบบริการตัวเองอ่ะ (ไม่อยากใช้คำอื่น มันติดเรท) แถวยาวเฟื้อย รอกันประมาณครึ่งชั่วโมงได้ จนมันมาอ่ะแหละ เราซัดซะเรียบ เอ้อ มีบ๋อยเค้ามาแรปให้โต๊ะข้างๆด้วย น้องชายเรามันชอบฟังเพลงแรป มันบอกว่าบ๋อยแรปห่วย ... ก็จริงอ่ะ ... ใช้คำไม่คล้องกันเลย พยายามทำมือเหมือนพวกแรปโย่ ดำก็ไม่ดำ เห็นแล้วอนาจแทน
April 10 วันนี้ก็ไปหาดอีกแหละ ไปเล่นซอฟบอลกับเพื่อนๆ แล้วก็ไปตีกอล์ฟกับพี่, น้อง, และเพื่อนน้องอีกสองคนที่ Jungle Lagoon ชื่อมันก็บอกอ่ะนะ คือทำออกมาเป็นสวนสัตว์เลย ก็ดูแปลกดีอ่ะ เอ้อ .. น้องคนนึงชื่อแบรนดอน เล่นบาสเก่งโคตรๆ เค้าน่ารักมากกกกกก ... คือเค้ามีน้องเป็นเด็กอออ่ะ ตอนแรกเราก็นึกว่าเค้าจะไม่สนใจน้อง แต่ปรากฎว่าเค้าเทคแคร์น้องมากๆ คอยถามตลอดว่าเป็นไงมั่ง จะเอาอะไรรึปล่าว โอ้ ... แต่เค้าอยู่ม.หนึ่งเองอ่ะ ฮือๆ


แล้วก็จบลงที่หาดอีกนั่นแหละ ตอนเย็นก็ไปกินอาหารเม็กซิกัน อร่อยดี ไปกินพิซซ่า มีรูปผนังร้านมาโชว์ด้วยนะ แล้วที่ร้านเค้าก็มีรูปปั้นตรูดลามาแขวนด้วย ถ่ายรูปไว้ด้วยแหละแต่มันมืดมาก ไม่กล้าลงอ่ะ กลัวเด็กใจแตก

April 11-April 14 ชีวิตเริ่มเข้าสู่วงจรความน่าเบื่อ อยู่ไปก็เหมือนกันทุกวัน มีวันนึงไปตีกอล์ฟที่ Dragon Fair ไปกันประมาณหกครอบครัวได้มั้ง เราก็นะ ... ตีเป็นครั้งที่สองของชีวิต ได้ Hole-in-One มารอบนึง พอตีได้นี่ กรี๊ดลั่นเลย



มีโชว์มังกรพ่นไฟทุกๆสามสิบนาที แถมด้วยภูเขาไฟอีกทุกๆห้านาที ไฟพุ่งทีไรเราตกใจทุกที

เสร็จแล้วก็ไปกินบุฟเฟ่ต์กัน โอ้จอร์จ ห้าคนจ่ายไปหกพันกว่าบาท เรากินไปสามจาน ไม่ไหวอ่ะ อิ่มมากๆ ซัดของทอดไปเยอะ ฮือๆ โปรแกรมไดเอทล่มซะแล้ว
ก็มีแค่นี้แหละ แล้วก็ไป Washington D.C. เพราะพี่จะไปดูมหาลัยที่นั่น เดี๋ยวเอามาลงวันหลังละกันนะ
มีเรื่องอึ้งๆมาเล่า คือคืนนึงนั่งคุยกับเพื่อนของน้องชายชื่อแซม(เค้าเป็นผู้หญิงนะ ชื่อจริงชื่อซาแมนต้า) พอดีเราซื้อแมกกาซีนมา เราก็เลยคุยกับน้องเค้าเรื่องแมกกาซีน น้องเค้าบอกว่าเค้าอ่านเซเว่นทีนแล้วไปเจอเรื่องๆนึง ... คือมีเด็กคนนึงอายุประมาณสิบสี่มั่ง เค้ากำลังเดินไปเรียนบัลเล่ต์แล้วก็โดนฉุดไปข่มขืนอ่ะ น่ากลัวมากๆ แต่เรื่องมันก็คือ น้องเค้าก็สปิริตสุดๆ คือเต้นบัลเล่ต์ประกอบเรื่องซะงั้น คงกลัวเราไม่เข้าใจมั้ง เค้าก็เต้นมั่วๆไปอ่ะ ไอแบบ .. ชูมือขึ้นแล้วหมุนอ่ะ พอแดดดี๋มาเห็น ... โอ้จอร์จ เต้นตามเลยฮ่ะ ... เรากับน้องขำกันไม่หยุดเลย คือนึกรูปพ่อเรา (ดูได้จากเอนทรี่ Spirit Week) กำลังเต้นบัลเล่ต์อ่ะ มันไม่เข้ากันอย่างแรง ... เฮ่ออออ ... น่ารักจริงๆ
April 6 ฮี้ววววว!!! จะได้ไปทะเลแย้วววว พรุ่งนี้จะได้โดดเรียนแล้ว โดดกันทั้งบ้านนนน แดดดี๋กะหม่ามี้บอกว่าทิ้งงานให้เด็กทำ โดยเฉพาะแดดดี๋ "เด็กห้องแดดดี๋ต้องทำข้อสอบกันทุกคนอ่ะจ้ะ" ให้เหตุผลมาว่าคิดไม่ออกว่าจะให้เด็กมันทำอะไรกันดี (ซะงั้นอ่ะ)
เดินทางเดินทาง .... นั่งรถซะก้น... โอ้วววว นั่งกันมาได้แปดชั่วโมง ตอนแรกก็กินๆ ขอมี้กินคุกกี้มั่ง น้ำมั่ง ชอคโกแลตมั่ง ทุกอย่างที่มันเป็นจังค์อ่ะ กินๆๆมันเข้าไป แล้วสุดท้ายก็อืดอยู่ในรถ แต่ก็ดันสั่งเบอร์เกอร์กินได้อีกตอนสามทุ่ม
แล้วเราก็มาถึงโรงแรมที่ Pensylvania มันเป็นโรงแรมชั้นเดียวอ่ะ (แต่ไม่ใช่แบบพวกม่านรูดนะ ฮ๊าาา) พวกเรากลิ้งกันออกมาจากรถ มีพ่อที่ยังสภาพดีอยู่เพราะมัวแต่ขับรถจนไม่ได้กินอะไร(แต่ก็ยังสมบูรณ์เหมือนเดิม) พอหาห้องเจอก็ต้องรอพ่อเพราะไม่มีกุญแจ ห้องตรงข้าม ... เวงเอ๊ย, คุยกันเสียงดังอิ๊บๆ แถมประตูก็ไม่ปิดอีก สูบบุหรี่กันจนห้องเป็นสีเทา ฮือๆ ทำไมชีวิตชั้นมันซวยหยั่งงี้ พอตอนจะหลับได้ประมาณห้าทุ่ม ... พวกมันก็ยังคุยกันไม่เลิก เห็นเครื่องขายกระทิงแดงอยู่แถวนั้น สงสัยมันโดปกันมาทั้งฝูง เราทนไม่ไหว เอาเสื้อกันหนาวมาแล้วผูกแขนเสื้อปิดหู แต่มันก็ยังได้ยินอยู่ดี สุดท้าย ก็เหนื่อยมากจนหลับไปเอง
April 7 เราไปทัวร์แคมปัสกัน แหกขี้ตาตื่นกันตอนเจ็ดโมง นั่งรอข้าวเช้าจนแปดโมงสิบห้า หิวไส้ติ่งกิ่ว บ๋อยเดินมาบอกเป็นสิบรอบ "ยูๆ อีกสิบห้านาทีก็เสร็จแล้ว" บวกๆกันเข้าไปจนเป็นชั่วโมงนึง พอกินเสร็จก็ไปมหาลัย Dickinson College พระเจ้าาาา... หยั่งกะปราสาท ไฮโซมากๆๆๆๆๆ คือแผนกประชาสัมพันธ์สวยยิ่งกว่าโรงแรมอีกอ่ะ แล้วซีเนียร์ก็พาเราไปทัวร์มหาลัยกัน หนุกดีๆ คือเค้าพยายามจะเดินถอยหลังเพื่อจะได้พูดไปเดินไปอ่ะ เดินไปเดินมา ... เกือบตกร่อง ... อีกทีนึง ... ชนถังขยะเข้าซะงั้น น่าสงสารอยู่ พวกเราก็เลยเป็นตาหลังให้ บอกทางให้กันใหญ่ เอ้อ ... มหาลัยเท่มาก คือเค้าซื้อกล้องดูดาวมาจากโซเวียตเพื่อให้นักเรียนดูดาวตอนจัดปาร์ตี้อ่ะ แถมยังมีวงกลมขนาดควายอยู่บนพื้นพร้อมสูตรเสร็จสรรพ เค้าบอกว่าเผื่อเด็กนึกสูตรตอนสอบไม่ออกจะได้เดินมาดูได้ .... ทำไมดีกะเด็กหยั่งงี้ ไม่เห็นเหมือนอาจารย์โรงเรียนเราเลย ฮือๆ
พอดีว่าฝนมันตกอ่ะนะเราก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้ กลัวกล้องพัง พอเสร็จเราก็นั่งรถต่อมาอีกแปดชั่วโมงจนมาถึง South Carolina แล้วก็ล่องไปจนถึงโรงแรม Sandy Beach ที่ Myrtle Beach จนได้ตอนสี่ทุ่มครึ่ง สลบกันทั้งบ้าน




April 8 โอ้วววว โดนกรรมซ้ำสอง เป็นหวัดอีกซะงั้น เลยนอนจนสาย น้องชายเราก็ดีซะจริงๆ คือห้องนอนมันอยู่ติดประตูออก hallway โรงแรมอ่ะ มันกับเพื่อนมันก็วิ่งเข้าวิ่งออก เราก็ต้องไปเปิดประตูให้มันทุกที เปิดเสร็จก็กลับมานอน คือแบบ หงุดหงิดมากๆ คนมันจะนอนอ้ะ มีอยู่รอบนึง เรานี่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้องเป็นมัน เลยไม่ได้ใส่แว่น เปิดประตูด้วยหน้ายุ่งๆป่วยๆ เปิดมา เฮ้ย .. โดนเด็กหัวเราะใส่เว้ย ... เค้าก็ถามกัน "แน่ใจป่าวว่าห้องนี้อ่ะ" เรื่องสายตาก็อย่าพูดถึง เกือบเจ็ดร้อยแล้วมั้ง ต้องดำรงชีวิตด้วยแว่น นึกในใจ ชีวิตจะซวยไปถึงไหนฟะ ... เลยปิดประตูโครม ... แล้วกลับไปนอน
พอตอนเกือบเที่ยง เลยลงไปหาด โอ้ ... ร้อนได้ที่ ... เจอครอบครัวที่เป็นเพื่อนกับครอบครัวเรา เค้าบอกว่า ... ขอโทษที่ลูกเรามาปลุกยูนะ ... เราก็แบบ ... โอ้เชดดด ... เด็กพวกนั้นมันลูกเพื่อนพ่อแม่ชั้นเองหรอ แต่เอาเทอะ ... เด็กมันความจำสั้น มันคงจำคนหัวดำคนเดียวในโรงแรมไม่ได้หรอกมั้ง


ใครบอกผ้าขาวม้าเสี่ยว เหอะๆ ไม่จริงอะ มันโกอินเตอร์แร้วนะยะ ฝรั่งยังใช้เลย

รองเท้าทราย ... เอ้อ นึกถึงทราย(ปทุมวัน)ขึ้นมาได้ เราถ่ายรูปนกพิราบมาด้วยนะ แต่ไม่ได้ลงอ่ะ ถ้าส่งได้จะส่งไปให้
ก็นั่งๆนอนๆอยู่บนหาด พอหกโมงก็ไปกินกันที่ร้านพิซซ่า อร่อยมั่กๆ ไปกินพิซซ่าชอคโกแลตชิปด้วย อ๊าาาาา ... น้ำลายย้อยแย้ว
April 9 ตื่นมาอีกวันนึง ชีวิตเริ่มสดใสขึ้นเพราะไปชอปปิ้งกัน เราไปกันที่ Broadway at the Beach เป็นแบบ outdoor อ่ะ อากาศดีมากๆ ไม่ได้เจอแดดมาตั้งนาน เลยขอเดินตากให้ดำไปเลย ซื้อเสื้อกับรองเท้ามา เย่ๆ

แล้วชีวิตก็จบลงที่หาดจนถึงเย็น เราไปกินกันที่ร้านเบอร์เกอร์แบบบริการตัวเองอ่ะ (ไม่อยากใช้คำอื่น มันติดเรท) แถวยาวเฟื้อย รอกันประมาณครึ่งชั่วโมงได้ จนมันมาอ่ะแหละ เราซัดซะเรียบ เอ้อ มีบ๋อยเค้ามาแรปให้โต๊ะข้างๆด้วย น้องชายเรามันชอบฟังเพลงแรป มันบอกว่าบ๋อยแรปห่วย ... ก็จริงอ่ะ ... ใช้คำไม่คล้องกันเลย พยายามทำมือเหมือนพวกแรปโย่ ดำก็ไม่ดำ เห็นแล้วอนาจแทน
April 10 วันนี้ก็ไปหาดอีกแหละ ไปเล่นซอฟบอลกับเพื่อนๆ แล้วก็ไปตีกอล์ฟกับพี่, น้อง, และเพื่อนน้องอีกสองคนที่ Jungle Lagoon ชื่อมันก็บอกอ่ะนะ คือทำออกมาเป็นสวนสัตว์เลย ก็ดูแปลกดีอ่ะ เอ้อ .. น้องคนนึงชื่อแบรนดอน เล่นบาสเก่งโคตรๆ เค้าน่ารักมากกกกกก ... คือเค้ามีน้องเป็นเด็กอออ่ะ ตอนแรกเราก็นึกว่าเค้าจะไม่สนใจน้อง แต่ปรากฎว่าเค้าเทคแคร์น้องมากๆ คอยถามตลอดว่าเป็นไงมั่ง จะเอาอะไรรึปล่าว โอ้ ... แต่เค้าอยู่ม.หนึ่งเองอ่ะ ฮือๆ


แล้วก็จบลงที่หาดอีกนั่นแหละ ตอนเย็นก็ไปกินอาหารเม็กซิกัน อร่อยดี ไปกินพิซซ่า มีรูปผนังร้านมาโชว์ด้วยนะ แล้วที่ร้านเค้าก็มีรูปปั้นตรูดลามาแขวนด้วย ถ่ายรูปไว้ด้วยแหละแต่มันมืดมาก ไม่กล้าลงอ่ะ กลัวเด็กใจแตก

April 11-April 14 ชีวิตเริ่มเข้าสู่วงจรความน่าเบื่อ อยู่ไปก็เหมือนกันทุกวัน มีวันนึงไปตีกอล์ฟที่ Dragon Fair ไปกันประมาณหกครอบครัวได้มั้ง เราก็นะ ... ตีเป็นครั้งที่สองของชีวิต ได้ Hole-in-One มารอบนึง พอตีได้นี่ กรี๊ดลั่นเลย



มีโชว์มังกรพ่นไฟทุกๆสามสิบนาที แถมด้วยภูเขาไฟอีกทุกๆห้านาที ไฟพุ่งทีไรเราตกใจทุกที

เสร็จแล้วก็ไปกินบุฟเฟ่ต์กัน โอ้จอร์จ ห้าคนจ่ายไปหกพันกว่าบาท เรากินไปสามจาน ไม่ไหวอ่ะ อิ่มมากๆ ซัดของทอดไปเยอะ ฮือๆ โปรแกรมไดเอทล่มซะแล้ว
ก็มีแค่นี้แหละ แล้วก็ไป Washington D.C. เพราะพี่จะไปดูมหาลัยที่นั่น เดี๋ยวเอามาลงวันหลังละกันนะ
มีเรื่องอึ้งๆมาเล่า คือคืนนึงนั่งคุยกับเพื่อนของน้องชายชื่อแซม(เค้าเป็นผู้หญิงนะ ชื่อจริงชื่อซาแมนต้า) พอดีเราซื้อแมกกาซีนมา เราก็เลยคุยกับน้องเค้าเรื่องแมกกาซีน น้องเค้าบอกว่าเค้าอ่านเซเว่นทีนแล้วไปเจอเรื่องๆนึง ... คือมีเด็กคนนึงอายุประมาณสิบสี่มั่ง เค้ากำลังเดินไปเรียนบัลเล่ต์แล้วก็โดนฉุดไปข่มขืนอ่ะ น่ากลัวมากๆ แต่เรื่องมันก็คือ น้องเค้าก็สปิริตสุดๆ คือเต้นบัลเล่ต์ประกอบเรื่องซะงั้น คงกลัวเราไม่เข้าใจมั้ง เค้าก็เต้นมั่วๆไปอ่ะ ไอแบบ .. ชูมือขึ้นแล้วหมุนอ่ะ พอแดดดี๋มาเห็น ... โอ้จอร์จ เต้นตามเลยฮ่ะ ... เรากับน้องขำกันไม่หยุดเลย คือนึกรูปพ่อเรา (ดูได้จากเอนทรี่ Spirit Week) กำลังเต้นบัลเล่ต์อ่ะ มันไม่เข้ากันอย่างแรง ... เฮ่ออออ ... น่ารักจริงๆ
edit @ 2006/04/23 11:01:47
















